แหล่งกำเนิดและการกระจายพันธุ์

แหล่งกำเนิดและการกระจายพันธุ์

แหล่งกำเนิดและการกระจายพันธุ์

 

         บัวหลวง เป็นพืชดอกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง ปัจจุบัน มีบัวหลวงอยู่เพียง ๒ ชนิด เท่านั้น คือ บัวหลวงของเอเชีย ( Nelumbo  nucifera  Gaertn. ) ซึ่งมีการกระจายอยู่ทั่วทั้งทวีปเอเชีย ในประเทศรัสเซียตอนใต้ และในตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย ส่วนอีกชนิดหนึ่ง คือ บัวหลวงอเมริกัน ( Nelumbo lutea Pers. ) ซึ่งมีดอกสีเหลือง เป็นพันธุ์พื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือบริเวณด้านตะวันออก

         ในด้านรูปทรงและสีของดอก บัวหลวงของไทยจัดว่า มีอยู่ ๔ ลักษณะ คือ ดอกขาวลา ดอกชมพูลา ดอกขาวซ้อน และดอกชมพูซ้อน ชนิดดอกลาหรือดอกไม่ซ้อนนั้น สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทย ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ บัวหลวงที่พบในแต่ละภาคหรือพื้นที่ จะมีลักษณะต่างกันเล็กน้อยในเรื่องของสี และขนาด จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาความหลากหลายของพันธุ์บัวหลวงในประเทศไทยอีกมาก

 

พฤกษศาสตร์ของบัวหลวง

 

         บัวหลวง เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์บัวหลวง ( Nelumbonaceae ) ซึ่งมีอยู่เพียงสกุลเดียว คือ สกุล Nelumbo เท่านั้น ลำต้นมีทั้งเป็นเหง้าใต้ดิน หรือเป็นไหลเหนือดินใต้น้ำ ใบเดี่ยวแตกจากข้อของลำต้นใต้ดิน ลักษณะใบกลม ขอบเรียบ และเป็นคลื่น ผิวใบเรียบ มีไขเคลือบที่ผิวใบด้านบน ก้านใบมีหนามเป็นตุ่มเล็กๆ ก้านใบติดกับแผ่นใบด้านหลังใบ ( peltate  leaf ) โคนก้านใบมีหูใบ

 ( stipule ) 2 อัน ดอกเดี่ยว มีกลิ่นหอม ดอกออกจากเหง้าใต้ดินตรงซอกใบ ก้านดอก ( peduncle ) ส่งดอกให้ขึ้นมาบานเหนือน้ำ ก้านดอกและก้านใบมีลักษณะเหมือนกัน ภายในก้านใบและก้านดอก มีน้ำยางใส เมื่อถูกอากาศแล้วเป็นสีคล้ำๆ นอกจากนี้ยังมีท่ออากาศ ( aircanal ) ใหญ่ 4-6 ช่อง ดอก ประกอบด้วย กลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ ขนาดเล็ก กลีบดอกมีจำนวนมาก ซ้อนกันหลายชั้น มีสีขาว สีชมพู และสีเหลือง ซึ่งมีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย เกสรเพศผู้จำนวนมาก ติดอยู่รอบฐานรังไข่ที่บวมขยายใหญ่หุ้มรังไข่ไว้ภายใน บัวชนิดนี้มีเกสรเพศผู้ ( stamen ) หลายแบบ บางพันธุ์เกสรเพศผู้เป็นหมัน ( staminode ) เกสรเพศผู้คล้ายกลีบดอก ( petaloid  stamen ) และเกสรเพศผู้เป็นหมันคล้ายกลีบดอก ( petaloid  staminode ) รังไข่อยู่เหนือชั้นของกลีบดอกและเกสรเพศผู้ ผล เป็นแบบกลุ่ม ( aggregate  fruit ) เรียกว่า ฝักบัว ( torus หรือ thalamus ) ที่ประกอบด้วยผลย่อยแบบมีเปลือกแข็ง ( nut ) จำนวนมาก ภายในผลย่อยมีเมล็ดขนาดใหญ่

         ดอกตูมเป็นรูปกรวยแหลม ดอกมีสีสันแตกต่างกัน แล้วแต่ชนิด ตรงใจกลาง ดอกมีรูปร่างคล้ายกรวย สีเหลืองนวล หรือที่เรียกกันว่า ฝักบัว พอแก่จะมีสีเขียว รอบรูปกรวยที่มีไข่ฝังอยู่ มีเกสรเพศผู้ ลักษณะเป็นเส้นสีเหลือง ล้อมรอบอยู่มากมาย เปลือกเมล็ดสีเขียว ภายใน มีเนื้อสีขาวนวล รสหวานมัน ตรงกลางที่ฝาเมล็ดบัวประกบกัน จะมีดีบัว ( embryo ) สีเขียวเข้ม มีขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง (  ดีบัว คือ ต้นอ่อนเป็นส่วนที่จะงอกไปเป็นต้นใหม่ อยู่ในเมล็ด ) มีรสขม แต่มีสรรพคุณทางยา

 

ประวัติของบัวหลวงในประเทศไทย 

 

         เป็นเวลากว่า 700 ปีมาแล้วที่พระเจ้ารามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัย ได้ทรงปลูกบัวหลวง 2 พันธุ์ ร่วมกับบัวสายอีก 5 พันธุ์ เพื่อประดับในสระน้ำ ในพระราชวัง ระหว่างปี พ.ศ.1860 ถึง 2293 อาณาจักรสุโขทัยต้องประสบกับภัยสงครามและความไม่สงบภายใน จากการเปลี่ยนรัชกาล ในระหว่างนั้น ได้มีการบันทึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวรรณคดีไว้เพียงเล็กน้อย ได้บันทึกพันธุ์ดอกบัวหลวงในคัมภีร์พุทธศาสนา ชื่อว่า ‘ สัตตบงกช และ  สัตตบุษย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ในชื่อของ Nelumbo  ‘ Roseum  Plenum ’ และ N. ‘ Album  Plenum ’

         เนื่องจากชื่อดั้งเดิมของบัวหลวง เป็นภาษาสันสกฤต จึงเชื่อว่าทั้งสัตตบงกชและสัตตบุษย์ ได้ถูกนำเข้ามายังประเทศไทยโดยพ่อค้า หรือผู้อพยพชาวอินเดียหรือศรีลังกา โดยนำไปปลูกเพื่อใช้ดอกบูชาพระ หรือเทพเจ้า เพราะมีดอกที่มีรูปพนมมือและการมีดอกซ้อน ทำให้ดอกเป็นทรงป้อม เป็นที่น่าสังเกตว่า บัวหลวงทั้งสองพันธุ์มีขึ้นอยู่ในแหล่งน้ำใกล้เมืองใหญ่ๆ แต่ไม่มีขึ้นในท้องที่ห่างไกลความเจริญในประเทศไทย ปัจจุบัน ได้มีการสำรวจ และศึกษาความหลากหลายของบัวหลวง และพบว่ามีไม่ต่ำกว่า 20 ตัวอย่างที่แตกต่างกัน

 

เหตุที่ทำให้บัวหลวงไทยมหัศจรรย์

 

เป็นพืชที่เข้ามามีส่วนในชีวิตของคนไทยมาช้านาน

         ไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัดว่าบัวหลวง ได้เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของคนไทยมาตั้งแต่เมื่อไร ส่วนใหญ่คงเริ่มเข้ามาเมื่อมีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมินี้ แต่น่าเชื่อว่าได้มีการใช้ประโยชน์จากบัวเป็นอาหารมาก่อนหน้านี้แล้ว บัวเป็นพืชที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไทย โดยสามารถเป็นถึง 3 ปัจจัย ในปัจจัยหลัก 4 อย่างในการดำรงชีพของมนุษย์ คือ เป็นทั้งอาหาร ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งบัวเป็นพืชที่มีเส้นใยยาวมากสามารถนำมาทอผ้าที่มีเนื้อเบาได้ ถ้าจะนำใบบัวมาตากแห้งใช้มุงหลังคาแบบใบตองตึงก็คงจะครบปัจจัย 4 ได้ และยังอาจเป็นปัจจัยที่ 5 คือ อาหารใจหรือจิตวิญญาณได้อย่างวิเศษอีกด้วย เพราะดอกบัวมีทั้งความสวยงามสง่าและสงบในตัว

         บัวหลวง เป็นพืชที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย กล่าวคือ เมื่อสตรีไทยตั้งครรภ์ใกล้ถึงกำหนดคลอด ผู้ใหญ่จะจัดหาดอกบัวที่ใช้ในงานบวชมาต้มน้ำให้ดื่ม เพื่อจะให้คลอดบุตรได้ง่าย และปลอดภัย ชายไทยเมื่ออายุครบบวชก็จะเข้าพิธีอุปสมบท ซึ่งถือว่าเป็นการเกิดครั้งที่สอง ในการโกนผมนั้น ภาชนะที่ใช้รองรับผม คือใบบัว เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง คนไทยจะจัดพิธีลอยกระทง เพื่อเป็นพุทธบูชา โดยการสร้างกระทงเป็นรูปดอกบัว โดยเริ่มมีการใช้กระทงรูปดอกบัวมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว สำหรับวาระสุดท้ายของชีวิต ดอกบัวก็ยังมีส่วนในพิธีศพด้วย แม้ว่าดอกบัวจะถือเป็นของสูงไม่ใช้ในอวมงคล แต่สำหรับผู้ตายแล้ว มักมีการนำดอกบัวใส่มือผู้ตายในท่าพนมมือ เพื่อให้ผู้ตายนำไปบูชาพระจุฬามณีบนดาวดึงส์ด้วย

 

ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของบัวหลวง

         ประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำกระจายตัวอยู่ทั่วไปทั้งเป็นบึงใหญ่จนถึงทะเลสาบน้ำจืด ซึ่งสามารถพบเป็นบัวพื้นเมืองขึ้นอยู่ร่วมเสมอ ในพื้นที่ที่มีน้ำตลอดทั้งปีก็สามารถปลูกบัวได้ตลอดปีด้วย ซึ่งเป็นการยืนยันว่า สภาพภูมิอากาศของไทยเอื้ออำนวยต่อการผลิตบัวหลวงเชิงเศรษฐกิจได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพดิน ฟ้า อากาศในแต่ละฤดูของไทยไม่รุนแรงจนเป็นอุปสรรคต่อการปลูกบัว ดังนั้นการปลูกบัวเพื่อตัดดอกเก็บเมล็ดหรือผลผลิตอื่นๆ ที่มาจากดอกสามารถทำได้ดีในประเทศไทยและอาจดีกว่าในประเทศอื่นๆ ที่ผลิตบัวเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่อาจไม่สามารถผลิตบัวรากได้ดีเท่ากับประเทศดังกล่าว

 

 

 

ประเทศไทยมีพันธุ์บัวหลวงพื้นเมืองที่ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้ดี

         บัวหลวงพันธุ์พื้นเมืองของไทยทั้งหมดเป็นพันธุ์ไม่ไวแสง คือสามารถออกดอกได้ตลอดไม่ว่าจะเป็นช่วงวันสั้นหรือยาว ดังนั้น เมื่อปลูกในสภาพภูมิอากาศของไทยจะสามารถเจริญเติบโต และให้ดอกได้ตลอดทั้งปี ต่างจากบัวหลวงพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ที่มักให้ดอกเฉพาะในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมเท่านั้น บางพันธุ์ไม่สามารถออกดอกได้เลยในประเทศไทย หากมีการวางแผนและการจัดการที่ดีแล้ว ก็จะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้ตลอดปี นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคและแมลงได้มากกว่าพันธุ์ที่นำเข้า ส่วนมากต้นมีขนาดใหญ่สามารถเจริญสูงได้ถึง 3  เมตร หรือมากกว่านั้น มีใบขนาดใหญ่ ใช้ห่อของได้ดี เช่น ทำข้าวห่อใบบัวและมีก้านใบที่ยาวแข็งแรง น่าจะใช้ประโยชน์จากเส้นใยได้มาก และสามารถปลูกในแหล่งที่มีน้ำลึก หรือเขตพื้นที่ที่มีน้ำท่วม เพื่อประโยชน์ในการเก็บเมล็ด หรือผลผลิตอื่นจากดอก เช่น เกสร นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ปลูกประดับเพื่อเป็นแหล่งพักผ่อน หย่อนใจ และเพื่อการท่องเที่ยว เนื่องจากบัวหลวงของไทยเองก็มีความหลากหลายในเรื่องสีสัน และรูปทรงอยู่พอสมควร

 

ผู้ปลูกบัวหลวงไทยมีความชำนาญ

         เนื่องจากความต้องการในประเทศมีสูง เกษตรกรแต่ละรายในแต่ละพื้นที่ ได้มีการพัฒนาเทคนิคการปลูกเลี้ยงของตนขึ้นมาเองตามความต้องการของตลาด จนกลายเป็นภูมิปัญญา และเฉพาะท้องที่ เช่น การปลูกบัวเพื่อผลิตเมล็ดในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การทำนาบัวเพื่อตัดดอกในเขตภาคกลาง หรือการปลูกบัวเพื่อเก็บเกี่ยวฝักอ่อน เพื่อส่งออกสำหรับทำดอกไม้แห้ง และยังมีเกษตรกรบางกลุ่มผลิตบัวกระถาง เพื่อใช้เป็นไม้ประดับ ซึ่งพันธุ์ที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ที่มีดอกซ้อน ปัจจุบัน ได้มีความพยายามที่จะนำพันธุ์บัวจากประเทศจีน ญี่ปุ่น เข้ามาร่วมในการผสมพันธุ์เพื่อเฟ้นหาพันธุ์ลูกผสมที่มีความแปลกใหม่ เพื่อใช้เป็นไม้ประดับ และปรับปรุงคุณภาพเมล็ดพันธุ์ให้มีเมล็ดที่โตขึ้น และดกมากขึ้นอีกด้วย

 

 

การปลูกบัวหลวงในประเทศไทย

พื้นที่ปลูกบัวหลวง

         ประเทศไทยมีพื้นที่การปลูกบัวหลวงประมาณ  5,000  ไร่ กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ เช่น นนทบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น พิจิตร พะเยา นครสวรรค์ พิษณุโลก และพัทลุง

 

 พันธุ์บัวหลวง

ก. ปลูกเพื่อใช้เมล็ดและเหง้า

         ๑. พันธุ์ ‘ ปทุม  ’ : ดอกมีขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ ปลายเรียวสีชมพู กลีบเลี้ยง ( sepal ) มี 4-5 กลีบ รูปไข่มีขนาดเล็กเรียงตัวกัน 2 ชั้น ส่วนกลางของกลีบมีรูปร่างโค้งป่อง ตรงกลางสีชมพูอมเขียว ส่วนกลีบดอก ( petal ) มีสีชมพูเข้ม โคนกลีบดอกสีขาวนวล มีประมาณ 13-14 กลีบ เรียงตัวเป็นชั้นๆประมาณ 3 ชั้น อยู่โดยรอบฐานดอก กลีบชั้นนอกและชั้นในมีสีและรูปร่างคล้ายชั้นกลางแต่เล็กกว่ากลีบชั้นกลาง

         ๒. พันธุ์ ‘ บุณฑริก ’ : ดอกขนาดใหญ่เป็นรูปไข่ ปลายเรียว คล้ายบัวพันธุ์ ปทุม  ดอกมีสีขาวประกอบด้วยกลีบเลี้ยง สีขาวอมเขียว ส่วนกลีบดอก มีสีขาว ปลายกลีบสีชมพูเรื่อๆ รูปร่างของกลีบและการเรียงตัวของกลีบดอกคล้ายดอกบัวพันธุ์ ปทุม 

 

 

 

ข. ปลูกเพื่อใช้ดอก

         ๑. พันธุ์ ‘ สัตตบงกช ’ : ดอกมีขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ทรงป้อม  สีชมพูประกอบด้วยกลีบเลี้ยง เป็นรูปรี มี 4-7 กลีบ กลีบเล็กเรียงซ้อนกันเป็นชั้น 2-3 ชั้น สีเขียวอมชมพู กลีบดอก สีชมพูตลอด ส่วนโคนกลีบดอกที่ติดกับฐานรองดอก มีสีขาวอมเหลือง กลีบดอกมีประมาณ 12-16 กลีบ กลีบดอกชั้นนอกและชั้นใน มีขนาดเล็กกว่าชั้นกลาง เป็นรูปไข่ ที่มีส่วนกว้างอยู่ด้านบน เกสรเพศผู้ชั้นนอกๆ เป็นหมัน เรียกว่าเกสรเพศผู้เป็นหมัน เกสรเพศผู้ชั้นถัดออกไป เริ่มเปลี่ยนเป็นกลีบดอก โดยมีก้านชูที่เป็นเกสรเพศผู้ที่เป็นแผ่นบางๆ สีชมพูคล้ายกลีบในแต่มีขนาดเล็กกว่า มีทั้งที่ยังมีอับเรณู และรยางค์ เรียกว่า เกสรเพศผู้คล้ายกลีบดอก และที่ไม่มีอับเรณู แต่ยังมีรยางค์ เรียกว่า เกสรเพศผู้คล้ายกลีบดอกเป็นหมัน ส่วนชั้นนอกสุด เกสรเพศผู้ได้เปลี่ยนเป็นกลีบดอกอย่างสิ้นเชิง ไม่มีอับเรณูและรยางค์ และมีลักษณะเป็นแผ่นกว้างคล้ายกลีบดอก แม้ว่า จะมีขนาดเล็กกว่ากลีบดอกปรกติ ซึ่งอยู่ชั้นนอกสุดของดอกบัว สันนิษฐานว่า บัว สัตตบงกช จะกลายพันธุ์ไปจากบัว ปทุม  โดยการเปลี่ยนแปลงของเกสรเพศผู้ไปเป็นกลีบดอก ทำให้เกิดดอกซ้อน และมีกลีบจำนวนมาก ประมาณ 100 กลีบ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า สัตตบงกช

         ๒. พันธุ์ ‘ สัตตบุษย์ ’ : ดอกมีขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ทรงป้อม  คล้ายบัวพันธุ์ สัตตบงกช ดอกมีสีขาวประกอบด้วยกลีบดอกสีเขียวอมขาว ส่วนกลีบชั้นในสีขาวตลอด มีรูปทรงและการเรียงตัวของกลีบดอกคล้ายบัวพันธุ์ สัตตบงกช สันนิษฐานว่า บัว สัตตบุษย์ จะกลายพันธุ์ไปจากบัว บุณฑริก โดยการเปลี่ยนแปลงของเกสรเพศผู้ไปเป็นกลีบดอก ทำให้เกิดดอกซ้อน และมีกลีบจำนวนมาก ประมาณ 100 กลีบ

 

 

การขยายพันธุ์

         ๑. การแยกเหง้า : วิธีนี้เหมาะสำหรับบัวในเขตร้อน บัวจะสร้างไหล ( stolon ) จากเหง้า ( rhizome ) ของต้นแม่ แล้วงอกไปเป็นต้นใหม่ สามารถขยายพันธุ์โดยการตัดเหง้า ให้มีความยาวประมาณ 2-3 ข้อ มีตาประมาณ 3 ตา ต้นอ่อนจะเจริญจากตาไปเป็นต้นใหม่ต่อไป

         ๒. การเพาะเมล็ด : เมล็ดบัวหลวงเป็นเมล็ดพืชที่เพาะง่ายที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง เมล็ดที่สมบูรณ์และแก่พอ พร้อมที่จะงอกได้ตลอดเวลา เมื่ออยู่ในสภาพที่เหมาะสม แต่ในขณะเดียวกัน เมล็ดบัวหลวงนี้สามารถมีอายุการเก็บรักษาอยู่ได้นับพันๆปี โดยไม่สูญเสียความงอก

         โดยปรกติ การขยายพันธุ์บัวหลวงโดยใช้เมล็ดนั้น จะไม่นิยมในกรณีของบัวที่ปลูกเป็นอุตสาหกรรม เพราะอาจเกิดความไม่แน่นอนหรือผิดแปลกไปจากลักษณะของต้นเดิมที่ต้องการ ส่วนใหญ่จะใช้ในการปรับปรุงพันธุ์และคัดพันธุ์มากกว่า

         เปลือกของเมล็ดบัว มีความแข็งแรงทนทานมาก และยังมีผิวที่เรียบมัน จึงกันน้ำได้ดี น้ำไม่สามารถซึมผ่านเปลือกเมล็ดได้ ทำให้เมล็ดบัวไม่งอก การเร่งให้เมล็ดบัวหลวงงอกตามที่ต้องการ คือการทำแผลที่เปลือกเมล็ด เพื่อให้น้ำซึมถึงใบเลี้ยงได้ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การฝนบนกระดาษทราย หรือหินลับมีด ให้เปลือกชั้นนอกถลอก แต่ไม่ให้ถึงเนื้อขาว ซึ่งเป็นส่วนของใบเลี้ยง หรืออาจใช้กรรไกรตัดก็ได้เมื่อเกิดแผลที่เปลือกแล้ว นำเมล็ดบัวไปแช่ในน้ำสะอาด เมล็ดบัวจะลอยน้ำอยู่สักพัก แล้วจึงจมลงสู่ก้นภาชนะ เมื่อเมล็ดเริ่มพองหรืออุ้มน้ำ เมล็ดจะเริ่มงอกภายใน 2-3 วัน และสามารถย้ายปลูกได้ภายใน 7-10 วัน ถ้าพบว่าน้ำที่แช่เมล็ดมีสีขุ่นควรรีบเปลี่ยนน้ำทันที

 

 

 

การเขตกรรม

         พื้นที่ปลูก : พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกบัว มีข้อควรพิจารณาดังนี้ :

  1. พื้นที่ราบ
  2. ดินเป็นดินเหนียว มีธาตุอาหารพวก โปแตสเซียมสูง สำหรับ

                      พื้นที่ดินร่วนหรือร่วนปนทรายสามารถปลูกได้ แต่ได้ผลผลิต

                      ไม่ดี เพราะจะมีการเจริญเติบโตของใบมากกว่าดอก

  1. ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อสะดวกต่อการนำน้ำเข้าไปใช้ในนาบัว

 

การเตรียมที่ : เริ่มจากการเอาน้ำออกให้แห้ง ยกคันดินโดยรอบพื้นที่ สูงประมาณ 1.5   ม. เก็บเศษวัสดุและกำจัดวัชพืชออกให้หมด ปรับพื้นที่ให้เรียบ ไถดะโรยปูนขาว ตากแดดทิ้งไว้ 7-15 วัน แล้วไถแปรอีกครั้ง พร้อมกับเติมปุ๋ยคอกเก่าๆ เช่น มูลไก่ มูลโค ประมาณ 200  กก. / ไร่ จากนั้นระบายน้ำเข้าให้สูงจากพื้นดินประมาณ 15  ซม. ทิ้งไว้ 3-5 วัน ให้ดินตกตะกอนและอ่อนตัว แล้วจึงนำไหลบัวมาปักดำระยะปลูกที่เหมาะสมคือระยะระหว่างต้น 2  ม. พื้นที่ 1 ไร่จะใช้ไหลบัวประมาณ 400 ไหล

 

         การปลูก : การปลูกบัวหลวง ใช้วิธีปักดำ ซึ่งมี 2 วิธี คือ :

  1. ใช้ตะเกียบหรือใช้ไม้คีบ : วิธีการนี้จะใช้ไม้ไผ่ เหลาให้หนากว่าตอกเล็กน้อย ยาวประมาณ 50 ซม. แล้วนำมาพับครึ่ง คีบไหลตรงบริเวณข้อบัวที่เตรียมไว้อย่าให้บัวช้ำ แล้วปักไม้ลงในดิน ให้ระดับไหลอยู่สูงกว่าระดับผิวดินประมาณ 10 ซม. เพื่อป้องกันไม่ให้บัวเน่า และเหลือใบให้ลอยน้ำ 1 ใบ
  2. ใช้ดินหมก : วิธีนี้ใช้กับนาบัวที่สามารถบังคับระดับน้ำได้โดยการปล่อยน้ำออกจากนาบัวซึ่งดินจะอ่อนตัว เหมาะกับการใช้เสียม หรือใช้มือคุ้ยดินให้เป็นหลุมลึก 7-10 ซม. นำไหลบัวใส่หลุม แล้วนำดินกลบไหลบัว โดยเว้นบริเวณตา หรือบริเวณส่วนยอดไว้เพื่อให้บัวแตกใบ หลังจากปักดำเสร็จ ปล่อยน้ำเข้าให้ท่วมพื้นที่นาบัว หลังจากปักดำแล้ว 15 วัน ถ้าบัวไม่แตกใบใหม่ควรทำการปักดำซ่อม

 

         การให้ปุ๋ย : เมื่อบัวเจริญเติบโต และตั้งตัวได้ หรือแตกใบใหม่แล้ว ให้เริ่มใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 หรือ 15-15-15  อัตรา 50 กก. / ไร่ โดยหว่านให้ทั่วแปลง ในกรณีที่นาบัว เป็นที่มีน้ำไหลตลอดเวลา ควบคุมระดับน้ำไม่ได้ ให้ใส่ปุ๋ยแบบปุ๋ยลูกกลอน โดยนำปุ๋ยจำนวน 1 ช้อนชา บรรจุใส่ดินเหนียวแล้วปั้นดินห่อหุ้มปุ๋ยให้เป็นก้อนกลมแล้วผึ่งลมให้แห้ง นำไปฝังไว้รอบๆ โคนต้นบัว ประมาณ 2-3 ลูก การใส่ปุ๋ยครั้งต่อไป ให้พิจารณาสภาพบัวที่ปลูกอยู่ หากบัวโทรม ดอกบัวมีสีจืด หรือมีขนาดดอกเล็กลงก็ให้ปุ๋ยได้

 


         การปฏิบัติดูแลรักษา : บัวจะเริ่มให้ผลผลิตหลังจากปลูกประมาณ 75-90 วัน หลังจากเก็บเกี่ยวดอกเป็นเวลา 3-4 เดือน ต้นบัวจะเริ่มโทรม ให้ปริมาณดอกบัวลดลง เกษตรกรจะบังคับให้ไหลแตกต้นใหม่ โดยระบายน้ำออกจากนาให้แห้ง แล้วนำรถแทรกเตอร์ลงไปไถดะ เพื่อลดความหนาแน่นของต้นบัว หรืออาจใช้ลูกขลุก ทุบ แล้วปล่อยน้ำเข้าแปลงอีกครั้ง บัวจะแตกยอดใหม่ และเริ่มเก็บดอกได้ในเวลา 2-3 เดือน

 

ศัตรู และโรค

         สัตว์ศัตรูพืช

  1. หนอนชอนใบบัว Sesamia  cretica อยู่ในวงศ์ Noctuidae ตัวหนอนจะชอนเข้าไปในบัวกัดกินอยู่ภายในก้านดอก ใบ จนกระทั่งออกเป็นตัวเต็มวัยซึ่งเป็นผีเสื้อขนาดกลาง การป้องกันกำจัดใช้สารโมโครโตฟอส หรือสารไซเพอร์เมทริน ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง ในระยะระบาด
  2. หนอนกินบัว Nymphula orisnalis Walker อยู่ในวงศ์ Pyralidae ตัวหนอนจะชอนเข้าไปในบัวกัดกินอยู่ในก้านดอก ใบ จนกระทั่งออกเป็นตัวเต็มวัยผีเสื้อขนาดกลาง
  3. หนอนกินบัว Simyra conspersa Moore อยู่ในวงศ์ Noctuidae อันดับ Lepidoptera ตัวหนอนจะกัดกินบัวหลวงทำให้มีรอยขาดวิ่น
  4. แมลงวันหนอนชอนใบบัว Stenochironomus nelumbus Tokunga & Kuroda เป็นแมลงวันทำลายบัวในวงศ์ Chironomide อันดับ Diptera ตัวหนอนแมลงวันทำลายบัวโดยชอนไชเข้าไปในเนื้อเยื่อของบัวมีรอยเป็นทาง ส่วนที่ถูกชอนไชจะกลายเป็นสีดำเน่า บางครั้งจึงเหมือนกับการเกิดโรคเน่าที่ใบ ถ้ามีการทำลายมากๆ ใบจะถูกทำลายเน่าหมด บัวไม่ออกดอก ถ้าพบเห็นการทำลายเล็กน้อย ควรตัดใบที่ถูกเผาทำลายทิ้ง หรือถ้าจำเป็นใช้สารโมโนโครโตฟอสฉีดพ่นสัก 2 ครั้ง ห่างกัน 5-7 วัน
  5. เพลี้ยไฟ Scirtothrips  sp. , Selenothrips  rubroccinctus  Giard วงศ์ Thripidae ทำให้ดอกมีรอยด่าง สีน้ำตาล ดอกเล็กลง บิดเบี้ยว ใบด้านหลังใบมีรอยด่างสีน้ำตาล ใบชูขึ้นเป็นปากกระโถนทำให้ออกดอกน้อยลง
  6. เพลี้ยอ่อน ( Rhopalosiphum  nymphaea ) จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนทำให้ใบหยิกงอ สั้นลงการป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี เช่น มาลาไธออน หรือโพรพาไกต์ ( สำหรับกำจัดไร ) ฉีดพ่นทุก 15 วัน หรืออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
  7. ไรแดง จะดูดกินน้ำเลี้ยงของใบบัวทำให้ส่วนที่ถูกดูดน้ำเลี้ยงเป็นจุดสีเหลือง ใบเป็นสีน้ำตาลแห้ง
  8. หอยเชอร์รี่กินใบบัว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pomacea  canaliclata เป็นหอยที่มีพืชอาหารมากมายเป็นศัตรูสำคัญในนาข้าว ในบัวหอยเชอร์รี่จะกัดกินใบบัว ก้านบัว ทำให้เสียหาย

 

โรค

         โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา Cercospora sp. เป็นโรคที่ไม่รุนแรงสำหรับบัว ป้องกันกำจัดโดยการตัดใบที่เป็นโรคทิ้ง

 

การเก็บเกี่ยว

  1. การเก็บดอกเพื่อส่งตลาด : เกษตรกรจะเก็บดอกได้วันเว้นวัน และเก็บมากในช่วงวันพระ หรือวันสำคัญทางศาสนา ส่วนในช่วงฤดูหนาว จะเก็บผลผลิตได้น้อยลง เก็บโดยการหักก้านดอกให้ก้านยาว 40-50 ซม. ดอกที่เก็บเป็นดอกที่ยังไม่บาน สำหรับเวลาเก็บเกี่ยวจะทะในตอนเช้า นำดอกมามัดรวมเป็นกำ กำละ 10 ดอก และห่อด้วยใบบัวก่อนส่งตลาด โดยปกติอายุการใช้งานดอกบัวหลวงจะประมาณ 2-3 วัน
  2. การเก็บดอกเพื่อส่งออก :

         - ควรเก็บดอกบัวในระยะที่เหมาะสมของบัวแต่ละพันธุ์ เช่น พันธุ์ ‘ สัตตบงกช ( ฉัตรแดง  ) ควรเก็บเกี่ยวเมื่อดอกบัวโผล่พ้นน้ำ 10 วัน โดยจะสังเกตเห็นกลีบเลี้ยงเป็นสีน้ำตาลแล้ว

         -  ควรเก็บดอกบัวด้วยมีดที่คมและสะอาด แล้วรีบลำเลียงถึงโรงเรือน ตัดปลายก้านด้วยมีดที่คมและสะอาด จุ่มรอยตัดในน้ำร้อนประมาณ 3 วินาที เพื่อกำจัดน้ำยางออกไปจะดียิ่งขึ้น

         -   ในระหว่างเก็บเกี่ยวควรมีภาชนะบรรจุน้ำไว้ใส่ดอกบัวที่ตัดจากต้น เพื่อลดการช้ำจากการหอบด้วยอ้อมแขนรวมถึงเพื่อลดอาการขาดน้ำ ภาชนะนั้นอาจคล้องแขน หรือวางในเรือแล้วลากตามไป แล้วแต่สะดวก

           - เมื่อถึงโรงเรือน ควรหุ้มดอกด้วยโฟมตาข่าย เพื่อลดการช้ำ หรืออาจหุ้มตั้งแต่ก่อนตัดดอกจะลดการช้ำจากการกระทบกันได้มากขึ้น

         -   ควรหุ้มรอยตัดที่ปลายก้านดอกด้วยสำลีชุบน้ำสะอาด แล้วใช้ถุงพลาสติกหุ้มอีกชั้นหนึ่งเพื่อลดการขาดน้ำระหว่างขนส่ง

         -   บรรจุหีบห่อลงกระดาษลูกฟูกโดยรองพื้นด้วยแผ่นฟิล์มพลาสติก และยึดก้านดอกไม่ให้เคลื่อนที่ภายในกล่อง ควรมีวัสดุดูดเอธิลีนด้วย

  1. การเก็บเมล็ด : หลังจากปลูกบัวได้ประมาณ 3-4 เดือน ก็สามารถเก็บฝักหรือเมล็ดได้ ควรเก็บฝักที่แก่ มีสีน้ำตาลอมม่วงแดง มีรอยย่นมาก กลิ่นอ่อนๆ สีเปลือกเมล็ดบัวเป็นสีเทา หากปล่อยให้แห้งทั้งฝัก เมล็ดจะหลุดออกขั้ว ร่วงง่าย ระยะตั้งแต่ดอกตูมจนถึงเก็บฝักได้ประมาณ 40-50 วัน บัวจะให้ผลผลิตนานประมาณ 3-4 เดือน หลังจากนั้น จะเริ่มโทรม วิธีการเก็บฝักบัว ใช้เรือถ่อเข้าไปในแปลงบัว แล้วใช้ไม้ ซ่าว ยาวประมาณ 3 วา สอยฝักบัวใส่เรือ แล้วขนขึ้นมาเก็บรวมกันในลานดิน ใช้ไม้ทุบฝักให้ฉีกขาด เมล็ดก็จะหลุดออกมาจากฝัก เมล็ดที่ได้จะนำไปตากแห้ง ประมาณ 2-3 แดด จากนั้น จึงใช้ตะแกรงร่อนเอาเมล็ดลีบหรือเมล็ดเสียออก ส่วนเมล็ดที่ดีและสมบูรณ์ ให้บรรจุกระสอบเตรียมส่งจำหน่ายต่อไป
  2. การเก็บเหง้า : เหง้าบัว ( rhizome ) เป็นส่วนของลำต้นใต้ดินที่สะสมอาหาร รูปทรงกระบอกสั้นๆ ตรงกลางคอด มีสีเหลืองอมเทาหรือสีน้ำตาลอมเทา ยาว 2-4 ซม. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซม. ตรงกลางป่องเล็กน้อย มีรอยแผลเป็นของราก อาจเห็นเกล็ดใบสีน้ำตาลอมแดงเข้มเหลืออยู่ ที่ผิวเหง้า มีลายเส้นตามยาวรอยตัดขวางจะมีรูกลมๆ ขนาดเล็กตรงกลาง และมีรูขนาดใหญ่ล้อมรอบ 7-9 รู น้ำหนักเบา แข็ง หักยาก กลิ่นอ่อน รสฝาดเล็กน้อย การขุดเหง้าบัว ควรขุดในช่วงฤดูหนาว ตัดเอาเฉพาะเหง้า ล้างให้สะอาด นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วตัดรากทิ้งไป

 

การนำบัวหลวงไปใช้ประโยชน์

 

         บัวหลวง เป็นพืชที่มีประโยชน์มาก แทบทุกส่วนของบัว ตั้งแต่เหง้า จรดใบและดอก มีประโยชน์ทั้งด้านการใช้เป็นไม้ตัดดอก และไม้ประดับ ด้านการบริโภคใช้ประกอบอาหารได้ทั้ง คาวและหวาน  มีคุณค่าทางอาหารสูง สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้มากมาย และยังมีสรรพคุณทางด้านสมุนไพร สามารถนำ ทุกส่วนไปใช้ในการทำยารักษาโรคได้มากมาย ประโยชน์ของส่วนต่างๆ มีดังนี้ :

         ใบบัว : ใช้ห่อของแทนใบตองหรือพลาสติก ใบบัวหลวงเป็นสินค้าที่ตลาดต่างประเทศต้องการมากโดยนำไปใช้ทำข้าวห่อใบบัว ห่อขนม ทำให้อาหารมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน แต่เกษตรกรไม่นิยมเก็บใบบัวขายมากนัก เพราะหากจำนวนใบลดลง จะมีผลทำให้ดอกและฝักเสียหาย ใบอ่อนบัวใช้รับประทานเป็นผักสด รับประทานกับเครื่องจิ้ม เช่น น้ำพริก

         ก้านบัว : นำมาตากแห้ง สามารถใช้แทนยากันยุง หรือใช้ทำเชื้อเพลิง ใช้ปิ้งย่าง ทำให้มีกลิ่นหอม ก้านบัวสามารถนำไปทำเยื่อกระดาษเช่นเดียวกับกระดาษสา และสารสกัดจากก้านดอกมีฤทธิ์ลดไข้ได้

         ฝักบัว : ผักสดที่มีเมล็ดแก่ ใช้บริโภคได้ ฝักขนาดเล็กใช้สำหรับปักแจกัน นิยมนำไปพ่นสีเงินหรือทอง เพื่อส่งต่างประเทศ ใช้เป็นของประดับตกแต่งบ้าน ฝักบัวแก่ เมื่อนำเมล็ดออกแล้ว นำไปตากแห้ง ใช้ทำส่วนผสมยากันยุง วัสดุเพาะเห็ดฟาง หรือนำไปทำปุ๋ย ฝักบัวมีสาร quercitin มีฤทธิ์ในการห้ามเลือด สมาน แผล แก้ท้องเดิน ท้องเสีย

         กลีบบัว : ใช้เป็นวัสดุในงานศิลปหัตถกรรม เช่น ทำกระทงดอกบัว นำมาเย็บแบบกลีบกุหลาบ ทำตุ๊กตาจากกลีบบัว ใช้มวนบุหรี่แทนใบจากใบตอง นำมาทำเป็นชาชงดื่ม ช่วยทำให้สงบสดชื่นหายอ่อนเพลีย นอกจากนั้นใช้ประกอบอาหารและขนม เช่น ขนมกลีบบัว แกงกลีบบัว กลีบบัวในน้ำเชื่อม น้ำดอกบัว และไวน์กลีบบัว ใช้เป็นส่วนผสมของขนมปัง

         เมล็ดบัว : มีน้ำมันอยู่ประมาณ 2-3 % ประกอบด้วยกรดไขมัน myristic , palmatic , oleic และ linoleic เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ นิยมนำเมล็ดบัวทำเป็นอาหารเพื่อบำรุงร่างกาย แก้ไข้ ช่วยให้นอนหลับ ขับปัสสาวะ แก้ปวด รับประทานสดเป็นอาหารว่าง เมล็ดบัวในรูปตากแห้งทำเป็นอาหารได้ทั้งคาวและหวาน นานาชนิด หรือนำไปบดเป็นแป้งกวนทำไส้ขนม เช่น ขนมไหว้พระจันทร์ไส้เมล็ดบัว ขนมทองเอก

         เกสรบัว : เป็นเกสรเพศผู้ มีสรรพคุณทางยา ใช้รักษาอาการเกี่ยวกับเลือดลม บำรุงกำลัง แก้ไข้ ขับเสมหะ ช่วยในการขับถ่าย แก้ท้องร่วง ขับปัสสาวะ บำรุงตับ ปัจจุบัน มีการนำเกสรบัวมาทำผลิตภัณฑ์เครื่องบำรุงผิวพรรณ ใช้บำรุงผิวหน้า ชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร

         ดีบัว : ต้นอ่อน ( embryo ) ที่อยู่ในเมล็ดบัวสีเขียว มีสรรพคุณทางยา มีสาร neferine มีฤทธิ์ต้านการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้ และสามารถขยายหลอดเลือดและช่วยให้นอนหลับ

         เหง้า ( บางคนเรียกอย่างผิดๆว่าราก ) : เป็นลำต้นใต้ดินสำหรับสะสมอาหาร มีขนาดใหญ่ อ้วน มีคุณค่าทางอาหารมาก ใช้ประกอบอาหารได้ทั้งคาวและหวาน เช่น ข้าวต้มเหง้าบัว แกงจืดรากบัว ผัดรากบัว ส้มตำรากบัว น้ำรากบัว รากบัวเชื่อม เป็นต้น ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ร้อนใน ลดไข้ กระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย

         ไหลบัว : เป็นส่วนที่ตลาดมีความต้องการแต่เกษตรกรไม่นิยมผลิต เพราะวิธีการเก็บเกี่ยวค่อนข้างยาก และค่าแรงสูง ไหลบัวมีรสอร่อย นิยมนำมาประกอบอาหาร เช่น แกงส้มไหลบัว หรือรับประทานเป็นผักสดกับเครื่องจิ้มต่างๆ

 

         จะเห็นว่าบัวหลวงมีประโยชน์มหาศาลที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พบเห็นและสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันที่มีมานานแล้ว

        



 

        

 

 

โพสต์เมื่อ :
2563-04-09
 156
ผู้เข้าชม

สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์