บัวสายสีแดงราคาส่ง

บัวสายสีแดงราคาส่ง

ถิ่นกำเนิด : ประเทศไทย
ช่วงเวลาบาน : บานกลางคืน (18.00 น. – 10.00 น.)
สี : สีแดงเข้ม
กลิ่น : ไม่มีกลิ่นหอม
ลักษณะดอก :
ดอกตูม : ทรงดอกโคนกว้างปลายเรียว
ดอกบาน
– สีกลีบดอก : แดงเข้ม
– เกสร : อับเรณูสีดำแดง ก้านอับเรณูสีแดงเข้ม เกสรเพศเมียสีเหลือง
– ทรงกลีบดอก : โคนกว้างปลายเรียว
– ทรงดอกบาน : รูปถ้วย
– กลีบดอก : ซ้อน
– ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง : 15 – 18 เซนติเมตร
ลักษณะก้านใบและก้านดอก : สีแดงเข้มไม่มีขน
ลักษณะใบ :
– ใบอ่อน : รูปไข่ หน้าใบสีเขียวเข้ม หลังใบสีเขียวขี้ม้า
– ใบแก่ : รูปไข่ หน้าใบสีน้ำตาลแดง หลังใบสีเขียวขี้ม้า ขอบใบจักแหลม ปลายใบมน ฐานใบเปิด
– ขนาดใบ : ใบมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 – 18 เซนติเมตร
วิธีปลูก :
1. การปลูกในสระหรือบ่อ
2. การปลูกในกระถาง : ที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร
การพักตัวของบัว : ไม่พักตัว
ความกว้างของผิวน้ำ : ปานกลาง, กว้าง
ความลึกของน้ำ : ตื้น, ปานกลาง, ลึก
แสง : รับแดด
การขยายพันธุ์ : เมล็ด, หัว , ไหล
วิธีดูแลรักษา :
โรคและแมลงศัตรู
– แมลง: เพลี้ยอ่อน หนอนพับใบ หอย
– อาการ: เพลี้ยอ่อน จะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ก้านใบก้านดอกจะเหี่ยว หนอนพับใบ และหอย จะกัดกินใบเสียหาย
การป้องกัน กำจัด: ใช้สารเคมีผสมน้ำ และสารจับใบฉีดพ่นทุกเดือน
ประโยชน์: ปลูกเป็นไม้ประดับ และเพื่อการตัดดอก
 

สรรพคุณของบัวสาย

ช่วยบำรุงร่างกาย (หัว)[2]

ช่วยบำรุงกำลัง (ดอก, เมล็ด)[2],[5]

ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (หัว[2], เมล็ด[5])

ช่วยบำรุงหัวใจ ทำให้สดชื่น (ดอก, หัว)[2],[5]

ในประเทศฟิลิปปินส์มีการใช้รักษาโกโนเรีย แต่ไม่ได้ระบุส่วนที่ใช้ไว้ ด้วยการนำมาถูที่หน้าจะช่วยทำให้ง่วงนอน (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]

ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง (สายบัว)[7]

ดอกช่วยแก้ไข้ตัวร้อน (ดอก)[2]

ช่วยแก้อาการร้อนใน (ดอก)[5]

ก้านบัวสายมีรสจืดและเย็น ช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกาย (ก้านบัว)[1],[2]

สายบัวมีเบตาแคโรทีน ซึ่งช่วยป้องกันและต้านโรคมะเร็งในลำไส้ (สายบัว)[7]

ช่วยบำรุงครรภ์ของสตรี (ดอก, หัว[2], เมล็ด[5])

บัวขม จัดอยู่ใน "ตำรับยาพิกัดบัวพิเศษ" อันประกอบไปด้วยบัวขม บัวเผื่อน บัวหลวงขาว บัวหลวงแดง บัวสัตตบงกชขาว และบัวสัตตบงกชแดง ซึ่งเป็นตำรับยาที่ช่วยแก้ไข้อันเกิดเพื่อธาตุทั้งสี่ แก้ไข้ตัวร้อน แก้เสมหะ แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้ลม และโลหิต ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ ทำให้สดชื่น (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]

ดอกบัวขมจัดอยู่ใน "ตำรับยาหอมเทพจิตร" โดยมีดอกบัวขมและสมุนไพรอื่น ๆ อีกหลายชนิดในตำรับ ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ลมกองละเอียด (อาการหน้ามืดตาลาย สวิงสวาย) แก้อาการใจสั่น และช่วยบำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น (ช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้อารมณ์แจ่มใส สบายใจ หรือสุขใจ) (ดอก)[8]

หมายเหตุ : สำหรับวิธีการใช้หัว ให้ใช้หัวบัวสายประมาณ 30 กรัม ใส่น้ำ 1 ลิตร ต้มนานประมาณ 15 นาที แล้วนำมาดื่มก่อนอาหารครั้งละครึ่งถ้วยกาแฟวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น[2]

  ประโยชน์ของบัวสาย

ก้านดอกและไหลใช้รับประทานได้ โดยนำก้านดอกหรือใบมาลอกผิวหรือเปลือกที่หุ้มอยู่ออกแล้วเด็ดดอกและใบทิ้ง แล้วนำมาใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น การทำแกง ผัด แกงส้ม แกงกะทิ ฯลฯ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ทำขนมได้อีกด้วย[1],[3],[5]

บัวสายสามารถใช้วัดความลึกของระดับน้ำบริเวณนั้นได้ เนื่องจากความยาวของก้านใบและก้านดอกจะมีเท่ากับความลึกของแหล่งน้ำ[3]

เด็ก ๆ ในชนบทมักชอบเด็ดสายบัวเป็นท่อนสั้น ๆ ที่มีใยบัวติดกันอยู่ ใช้เป็นสร้อยคอหรือสร้อยข้อมือได้[3]

ก้านดอกของบัวสายสามารถนำมาสกัดย้อมสีเส้นไหมได้ โดยจะให้สีเทา[6]

นอกจากจะใช้รับประทานเป็นผักแล้ว บัวสายยังใช้ปลูกเป็นไม้ประดับสระน้ำได้เป็นอย่างดี เนื่องจากบัวสายมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด มีขนาดและสีของดอกที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งยังมีราคาไม่แพงและดูแลรักษาง่าย[4]

คุณค่าทางโภชนาการของบัวสาย ต่อ 100 กรัม

พลังงาน 6 แคลอรี

คาร์โบไฮเดรต 1.1 กรัมสายบัว

โปรตีน 0.2 กรัม

ไขมัน 0.1 กรัม

เส้นใยอาหาร 0.4 กรัม

น้ำ 97.6 กรัม

วิตามินเอ 45 หน่วยสากล

วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม

วิตามินบี 2 0.02 มิลลิกรัม

วิตามินบี 3 0.4 มิลลิกรัม

วิตามินซี 15 มิลลิกรัม

ธาตุแคลเซียม 0 มิลลิกรัม

ธาตุเหล็ก 0.2 มิลลิกรัม

ธาตุฟอสฟอรัส 3 มิลลิกรัม

แหล่งที่มา : กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ตารางแสดงคุณค่าอาหารไทยในส่วนที่กินได้ 100 กรัม.[1]

โพสต์เมื่อ :
2562-09-05
 130
ผู้เข้าชม

สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์